ความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจของประเทศฮังการี

Economic-relations-

ประเทศฮังการีพึ่งเปิดประเทศเสรีหลังจากการล่มสลายของคอมมิวนิสต์ได้ไม่นานมาก ทำให้เศรษฐกิจภายในประเทศ โดยรวมจึงยังคงอยู่ในสภาพยากจน แต่ฮังการีเองก็กำลังทำการเร่งปรับปรุงการเจริญเติบโตของเศรษฐกิจประเทศอย่างเต็มกำลัง ฮังการีเป็นประเทศซึ่งมีทรัพยากรทางธรรมชาติน้อยหากนำมาเทียบกับบ้านใกล้เรือนเคียงอย่างโปแลนด์หรือสโลวาเกีย ฮังการีมีอัตราคนว่างงานภายในประเทศประมาณร้อยละ 9 รวมทั้งอัตราเงินเฟ้อร้อยละ 10 ซึ่งทางฮังการีเองก็พยายามทำให้อัตราเงินเฟ้อนั้นลดลง แต่มันเป็นไปได้ยากมาก เพราะประชาชนในประเทศพึ่งได้รับอิสรภาพในการใช้จ่าย พวกเขาจึงมีความต้องการอย่างแรงกล้าในการใช้จ่ายเพื่อซื้อสินค้าแบบวัตถุนิยมตามประเทศโซนยุโรปอื่นๆ เศรษฐกิจของฮังการีสามารถเติบโตได้เพราะมาจากสินค้าส่งออกรวมถึงการลงทุนของบริษัทขนาดใหญ่ภายในประเทศ ภายหลังจากการเปลี่ยนแปลงการปกครองในปี ค.ศ. 1989 ฮังการีกลับมีการพัฒนาทางเศรษฐกิจอย่างรวดเร็วกว่าอีกหลายๆประเทศในโซนยุโรป ฮังการีได้วางแผนการปฏิรูประบบเศรษฐกิจจากการวางแผนส่วนกลางไปสู่ระบบเสรีนิยมมาตั้งแต่ในปี พ.ศ. 2535 โดยมีแนวทางสำคัญ ได้แก่ การปฏิรูปรัฐวิสาหกิจ, ทำการเปิดเสรีการค้า และการปฏิรูประบบ การเงิน การคลัง ส่วนทางภาคการเกษตร เป็นการยกระดับมาตรฐานการผลิตที่จะเป็นการส่งเสริมสินค้าทางเกษตรให้มีกำลังแข่งขันกับประเทศอื่นๆ ได้อย่างในกลุ่ม EU ด้วยกัน ทางรัฐบาลก็ได้มีการควบคุมอัตราเงินแลกเปลี่ยนระหว่างประเทศไม่ว่าจะในเชิงพาณิชย์หรือไม่ใช่ทางพาณิชย์ตามทั้งนี้เพื่อเป็นการรับประกันว่าประชาชนของฮังการีจะได้รับผลกระทบอย่างน้อยที่สุดจากความผันผวนของเศรษฐกิจโลก อีกทั้งยังมีการพลักดันให้มีการขยายการค้ากับกลุ่มประเทศอื่นๆ นอก EU มากขึ้น ยิ่งการค้าของฝั่งเอเชียตะวันออก ซึ่งมีตลาดขนาดใหญ่ ในด้านการสนับสนุนธุรกิจ SME หรือธุรกิจขนาดเล็ก ก็ใช้มาตรการทางภาษี ซึ่งเป็นแบบอัตราเดียวร้อยละ 26 สามารถลดอัตราภาษีเงินได้ ภาษีธุรกิจ ต่างๆ เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีการเปิดตัวแผนเศรษฐกิจใหม่ ที่มีชื่อว่า Szechchenyi Plan...

ความสัมพันธ์แบบทวิภาคีระหว่างไทยกับฮังการี

Bilateral-relations

ประเทศฮังการี อยู่ในบริเวณที่ราบ Carpathian ในโซนยุโรปกลาง ไม่มีทางออกสู่ทะเล มีภูมิอากาศค่อนข้างอบอุ่น ในฤดูหนาวจะหนาวชื้น ส่วนฤดูร้อนก็อบอุ่นดี การทูต ประเทศไทยกับประเทศฮังการีได้มีความสัมพันธ์รวมทั้งมิตรภาพดีต่อกันมาเป็นเวลายาวนานมากกว่า 100 ปีแล้ว หากมองย้อนไปในประวัติศาสตร์ ในวันที่ 26 – 30 มิถุนายน พ.ศ. 2440 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงเสด็จประพาสฮังการี ซึ่งการประพาสในครั้งนี้ เป็นการเสด็จประพาสยุโรปครั้งแรก อีกทั้งไทยและฮังการียังได้มีการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตต่อกัน ในวันที่ 24 ตุลาคม พ.ศ.2516 ซึ่งฮังการีก็ได้มีการสร้างสถานทูตประจำในประเทศไทย ในปี พ.ศ. 2521 นอกจากนี้ ฮังการียังมีการได้เปิดสถานกงสุลแบบกิตติมศักดิ์ ณ เมืองพัทยา ซึ่งสถานกงสุลแบบกิตติมศักดิ์นี้ ได้มีเขตอาณาเขตครอบคลุมไปยังจังหวัดฉะเชิงเทรา, ชลบุรี, ระยอง, จันทบุรี, ตราด ส่วนประเทศไทยเองก็ได้มีการจัดตั้งสถานทูต กรุงบูดาเปสต์ ในปี พ.ศ. 2532 การท่องเที่ยว นักท่องเที่ยวที่เดินทางมาจากประเทศฮังการี เริ่มมีการการขยายตัวอย่างต่อเนื่องมีแนวโน้มดีอีกทั้งยังเป็นตลาดใหม่อันน่าสนใจสำหรับประเทศไทยเป็นอย่างมาก อย่างในปี พ.ศ. 2558...

ความสัมพันธ์จีน-ออสเตรเลีย การจับมือที่เราต้องจับตามอง

ประเทศจีนเรื่องการค้าขายเราต้องยกให้เค้าเป็นเบอร์หนึ่งของโลกอย่างไม่มีข้อสงสัยได้เลย เนื่องจากมีชุมชนชาวจีนอยู่ทุกมุมโลก ไม่เพียงแค่เรื่องการค้าขายเท่านั้น การเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างประเทศจีนก็ทำได้ดีไม่แพ้กันด้วย การเจรจาแต่ละครั้งไทยเราเองต้องจับตามองให้ดี อย่างเช่นความสัมพันธ์ระหว่างจีน-ออสเตรเลีย การเปิดเสรีการค้า ความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับออสเตรเลียนั้น อย่างแรกที่น่าจับตามองมากนั่นคือ การเปิดเขตเสรีการค้าระหว่างสองประเทศ แม้ว่าการเจรจาเปิดเสรีการค้าจะมีมาอย่างยาวนานแต่ก็สิ้นสุดลงแล้ว โดยจีนจะลดกำแพงภาษีการนำเข้าสินค้าพวกแร่ และสินค้าทางการเกษตรจากออสเตรเลีย ในทางกลับกันออสเตรเลียก็จะลดภาษีการนำเข้าสินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้าจากจีนด้วยเช่นเดียวกัน ตรงนี้ถือว่าวินๆกันทั้งสองฝ่าย แต่ไทยเราเองนี่แหละจะกลายเป็นผู้เสียประโยชน์หรือไม่ ในเมื่อเราก็ส่งออกสินค้าด้านการเกษตรไปจีนเหมือนกัน การผลักดันการแลกเปลี่ยน นโยบายต่อมาแม้ว่าจะยังไม่เป็นจริงในตอนนี้แต่ในอนาคตไม่แน่ เนื่องจากจีนและออสเตรเลียจะมีการซื้อขายกันมากขึ้น ทำให้ทางออสเตรเลียเองมีแนวคิดอยากจะผลักดันให้การซื้อขายระหว่างกันนั้น ไม่มีการแลกเปลี่ยนเงินสกุลที่สามขึ้นมาอีกกล่าวคือ เค้าต้องการให้เกิดการซื้อขายจากเงินหยวนไปยังเงินดอลลาร์ออสเตรเลีย ได้เลย หากเกิดขึ้นจริงจะทำให้การค้าขายของสองประเทศทำได้ดีและเร็วขึ้นอีกหลายเท่าตัว ความสัมพันธ์ด้านทหาร ด้านทหารเป็นอีกหนึ่งมิติจากความสัมพันธ์จีน ออสเตรเลียด้วย การร่วมมือนี้จะเกิดขึ้นอย่างแน่นอน ไม่ว่าจะเป็นการถ่ายเทข้อมูลทางด้านการทหารระหว่างกัน การซ้อมรบร่วมกัน การพัฒนาเทคนิค วิธีการ ยุทโธปกรณ์ด้านการทหาร การซื้อขายอาวุธและอื่นๆอีกมากมาย ตรงนี้นอกจากจะพัฒนาระหว่างสองประเทศแล้ว ยังเป็นการสกัดกั้นอเมริกา และ รัสเซียไม่ให้แผ่อำนาจทางการทหารให้มากเกินไปในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกด้วย การแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม ประเทศออสเตรเลียนั้น แต่เดิมพวกเค้าไม่ค่อยอยากจะให้มีการตั้งถิ่นฐานของคนผิวเหลืองในประเทศสักเท่าไร พวกเค้าจะเน้นคนผิวขาวมากกว่า แต่ตอนนี้ไม่ใช่แล้ว ออสเตรเลียเปิดประเทศให้มีการตั้งถิ่นฐานของคนผิวเหลืองเอเชียอย่างเรามากขึ้น ยิ่งภาษาจีน ตอนนี้ออสเตรเลียได้มีการผลักดันและสนับสนุนให้มีการสอนภาษาจีนมากขึ้นด้วยทั้งในระดับมหาวิทยาลัย ระดับโรงเรียน และระดับประชาชนทั่วไป นั่นทำให้เรารู้เลยว่าความสัมพันธ์ของจีน และออสเตรเลียคราวนี้ไม่ใช่เรื่องเล็กอีกต่อไป มองกลับมาไทยเราต้องคิดกันแล้วว่า เราจะใช้ประโยชน์จากสภาพภูมิศาสตร์ของประเทศที่อยู่ตรงกลางระหว่าง จีน...